จิตอาสา

posted on 27 May 2013 12:53 by mu2-story in social directory Knowledge
 
จิตอาสา
 .
[Public Mind /
.
Public Consciousness]
 
 
 
ความหมาย
 
คำนี้คนจำนวนหนึ่งคงได้ยินได้ฟังมาบ้างแล้ว แต่ยังมีอีกมากมายหลายล้านคน ไม่เคยได้ยิน
หรือรู้ความหมายของ คำเล็กๆ คำนี้เลย

จิตอาสา คือ ผู้ที่มีจิตใจที่เป็นผู้ให้ เช่น ให้สิ่งของ ให้เงิน ให้ความช่วยเหลือ
ด้วยกำลังแรงกายแรงสมอง ซึ่งเป็นการเสียสละ สิ่งที่ตนเองมี
แม้กระทั่งเวลา เพื่อเผื่อแผ่ให้กับส่วนรวม
อีกทั้งยังช่วยลด "อัตตา" หรือความเป็นตัว เป็นตน ของตนเองลงได้บ้าง

"อาสาสมัคร" เป็นงานที่เกิดจากผู้ที่มี จิตอาสา
ซึ่งมีความหมายอย่างมากกับสังคมส่วนรวม
เป็นผู้ที่เอื้อเฟื้อ เสียสละ เวลา แรงกาย แรงใจ เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น
หรือสังคมให้เกิดประโยชน์และความสุขมากขึ้น
การเป็น "อาสาสมัคร" ไม่ว่าจะเป็นงานใดๆ ก็แล้วแต่ที่ทำให้เกิดประโยชน์ในทางบวก
ล้วนแต่เป็นสิ่งที่เราควรทำทั้งสิ้น
คนที่จะเป็นอาสาสมัครได้นั้น ไม่ได้จำกัดที่ วัย การศึกษา เพศ อาชีพ ฐานะ
หรือข้อจำกัด ใดๆ ทั้งสิ้น
หากแต่ต้องมีจิตใจ เป็น "จิตอาสา" ที่อยากจะช่วยเหลือผู้อื่น หรือสังคมเท่านั้น
 
จิตอาสา คำนี้จะคุ้นหูพวกเรามากขึ้น หากแต่เพียงมองรอบตัวท่าน
ทำสิ่งที่คิดว่าเป็นประโยชน์ต่อสังคม
 
 
 
 
“เนื้อแท้ของความเป็นอาสาสมัครนั้นอยู่ที่จิตใจ
คือมี ‘จิตอาสา’ ที่ต้องการช่วยเหลือผู้อื่น หรือนึกถึงส่วนรวม
จะเป็นครู พ่อค้า นักธุรกิจ ข้าราชการ ก็สามารถเป็นอาสาสมัครได้ตลอดเวลา
หากมีจิตใจที่คำนึงถึงส่วนรวมอยู่เสมอ
เราจำเป็นต้องตระหนักอยู่เสมอว่า ‘อาสาสมัคร ’ นั้นไม่ใช่เป็นอาชีพ
หากคือสำนึกที่สมควรมีอยู่คู่กับความเป็นมนุษย์ของเราจนกว่าชีวิตจะหาไม่
 
โดย พระไพศาล วิสาโล
 
 
 
กิจกรรมจิตอาสา

 
ฉันและเพื่อนไปทำกิจกรรมจิตอาสากันที่วัดสระปทุม หรือ วัดปทุมวนาราม
ในวันพุธที่19เดือนมิถุนายน พ.ศ.2556 เวลา 16.00น.
โดยการกวาดทางเดินวัด และบริเวณบันไดทางขึ้นสถานปฏิบัติธรรม
 
การกวาดทางเดนวัด ทำให้ผู้คนที่มาทำบุญหรือปฏิบัติธรรม
สามารถเดินทางได้อย่างสะดวก
และยังทำให้วัดสะอาด สวยงาม เกิดความสุข สงบ
ไม่เป็นแหล่งเชื้อโรค หรือสัตว์ร้ายต่างๆ
อีกทั้งยังทำให้ตัวผู้กวาดมีจิตใจที่เป็นสุข ได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ด้วย
 
 
ประวิตร พิสุทธิโสภณ
พระไพศาล วิสาโล
http://fc07.deviantart.net/fs38/f/2008/314/1/1/a_helping_hand_by_poivre.jpg
http://freedom-musa.blogspot.com/2011/12/blog-post_228.html
http://fc02.deviantart.net/fs71/i/2012/192/b/9/a_little_help_here_by_antontang-d4ruxo1.jpg

พลังงานจลน์

posted on 08 Dec 2012 18:05 by mu2-story in Sience directory Knowledge
 
พลังงานจลน์ [Kinetic energy]
 
 
ความหมายของพลังงานจลน์
 
 
 
พลังงานจลน์ (Kinetic energy) เป็นพลังงานของวัตถุเนื่องจากการเคลื่อนที่ของวัตถุ วัตถุซึ่งเคลื่อนที่ทั้งในแนวระดับหรือแนวดิ่งย่อมมีพลังงานจลน์ โดยพลังงานจลน์มีหลายรูปแบบ อาทิเช่น พลังงานจลน์จากการสั่น พลังงานจลน์จากการหมุน และพลังงานจลน์จากการเปลี่ยนตำแหน่ง ซึ่งในที่นี้เราจะกล่าวถึงเฉพาะพลังงานจลน์จากการเปลี่ยนตำแหน่งเท่านั้น

ดดดดด

การหาค่าพลังงานจลน์

พลังงานจลน์ของวัตถุขึ้นอยู่กับสองตัวแปร ได้แก่ มวล(m) และความเร็ว(v) ของ วัตถุ ซึ่งสมการสำหรับคำนวณหาพลังงานจลน์ของวัตถุนั้น สามารถพิสูจน์ได้จาก สมการการเคลื่อนที่ของวัตถุซึ่งเคลื่อนที่แบบมีความเร่ง ดังนี้ เมื่อมีแรงภายนอกกระทำกับวัตถุ ทำให้วัถตุเคลื่อนที่แบบมีความเร่ง

เราสามารถหาความเร็วปลายของวัตถุได้จาก
(เมื่อ v แทนความเร็วปลาย, u แทนความเร็วต้น, a แทนความเร่ง, s แทนการกระจัดของวัตถุ)
 
หรือ
 
จากกฎของที่ 2 ของนิวตัน
 
นั่นคือ
 
และเมื่อคูณทั้งสองข้างของสมการด้วยการกระจัดตามแนวแรง เราจะได้งานที่ทำให้แก่ระบบ
 
จะเห็นได้ว่า งานที่ทำให้กับระบบหรือวัตถุนั้น จะทำให้ปริมาณบางอย่างของวัตถุซึ่งมีหน่วยเดียวกับงานและพลังงาน(จูล) มีค่าเปลี่ยนไป ปริมาณที่ว่านั้นก็คือ "พลังงานจลน์" นั่นเอง
 
พลังงานจลน์ Ek ของวัตถุ จึงสามารถคำนวณหาได้จากสมการ
เมื่อEk แทนพลังงานจลน์ของวัตถุ มีหน่วยเป็นจูล (J)
m แทนมวลของวัตถุ มีหน่วยเป็นกิโลกรัม (kg)
v  แทนความเร็วของวัตถุ มีหน่วยเป็นเมตรต่อวินาที (m/s)  
จะเห็นได้ว่า พลังงานจลน์ของวัตถุนั้น ไม่สามารถบอกทิศทางของการเคลื่อนที่ของวัตถุได้
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ที่มา
www.oocities.org
www.scimath.org
 

พลังงานศักย์

posted on 06 Dec 2012 21:47 by mu2-story in Sience directory Knowledge

พลังงานศักย์ [Potential energy]
 
 
ความหมายของพลังงานศักย์
 

วัตถุสามารถเก็บสะสม พลังงานซึ่งเป็นผลมาจากตำแหน่งของวัตถุ
ตัวอย่างเช่น ลูกบอลโลหะของรถทุบทำลายตึก มีพลังงานเพิ่มขึ้นเมื่อมันถูกยกให้สูงขึ้น
พลังงานที่เพิ่มขึ้นนี้ คือ พลังงานศักย์โน้มถ่วง 
อีกตัวอย่างหนึ่ง นั่นก็คือ ลูกศรที่ถูกดึงเพื่อจะยิงออกไปจากคันธนูก็มีพลังงานเพิ่มขึ้น
เมื่อตำแหน่งในการดึงเพิ่มขึ้นเช่นกัน
ซึ่งพลังงานที่สะสมอยู่ในลูกศรนี้ คือ พลังงานศักย์ยืดหยุ่น
 
 
กล่าวโดยสรุปก็คือ พลังงานศักย์ คือ พลังงานที่สะสมอยู่ในวัตถุเนื่องจากตำแหน่งของวัตถุนั้น
 
 
พลังงานศักย์มี2ชนิด
 
 

1.พลังงานศักย์โน้มถ่วง (Gravitational potential energy)


ดดดดดพลังงานศักย์โน้ม ถ่วง คือ พลังงานที่สะสมในวัตถุเนื่องจากความสูงของวัตถุ ซึ่งเป็นผลมาจากแรงโน้มถ่วงของโลก พลังงานศักย์โน้มถ่วงของลูกบอลโลหะในตัวอย่างนั้น ขึ้นอยู่กับสองตัวแปร ได้แก่ มวลของลูกบอล และความสูงจากระดับอ้างอิง (ในที่นี้ระดับอ้างอิงคือพื้น) โดยยิ่งลูกบอลมีมวลมากก็จะยิ่งมีพลังงานศักย์โน้มถ่วงมาก ในขณะเดียวกันความสุงที่เพิ่มขึ้นก็จะส่งผลให้พลังงานศักย์โน้มถ่วงเพิ่ม ขึ้นเช่นกัน

 
 
พลังงานศักย์โน้มถ่วง (Ep) สามารถหาได้จาก
 
เมื่อ Ep แทน พลังงานศักย์โน้มถ่วง มีหน่วยเป็นจูล (J)

m แทน มวลของวัตถุ มีหน่วยเป็นกิโลกรัม (kg)

g แทน ความเร่งเนื่องจากแรงโน้มถ่วงของโลก

h แทน ระยะหรือความสูงจากระดับอ้างอิง มีหน่วยเป็นเมตร (m)

* หมายเหตุ ระดับอ้างอิง หมายถึงระดับที่กำหนดให้มีค่าความสูงเป็นศูนย์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบ
การกำหนดระดับอ้างอิงที่ต่างกัน จะทำให้พลังงานศักย์โน้มถ่วงของวัตถุไม่เท่ากัน
แม้ว่าวัตถุจะยังคงวางอยู่ที่เดิม

 

2.พลังงานศักย์ยืดหยุ่น (Elastic potential energy)



ดดดดดพลังงานศักย์ ยืดหยุ่น คือ พลังงานที่สะสมในวัตถุที่มีคุณสมบัติยืดหยุ่นอันเนื่องมาจากการถูกทำให้ยืด ออกหรือหดเข้าจากตำแหน่งสมดุล ซึ่งวัตถุที่มีคุณสมบัติยืดหยุ่น ได้แก่ ยาง สปริง คันธนู  เป็นต้น ในที่นี้จะขอกล่าวถึงเฉพาะพลังงานศักย์ยืดหยุ่นของสปริง

ดดดดดพลังงานศักย์ ยืดหยุ่นในสปริงจะมากหรือน้อยนั้น ขึ้นอยู่กับสองตัวแปร ได้แก่ ค่าคงที่ของสปริง ซึ่งอาจจะกล่าวเพื่อให้เข้าใจง่ายๆ ว่า ความแข็ง-อ่อนของสปริง สปริงที่มีค่าคงที่ของสปริงมากๆ ก็จะแข็ง ทำให้ยืดออกหรือหดเข้าได้ยากกว่าสปริงที่มีค่าคงที่ของสปริงน้อยๆ อีกตัวแปรหนึ่งก็คือ ระยะที่ยืดออกหรือหดเข้าของสปริงจากตำแหน่งสมดุล

พลังงานศักย์ยืดหยุ่นของสปริง (Ep) สามารถหาได้จาก
 
เมื่อ Ep แทน พลังงานศักย์ยืดหยุ่นของสปริง มีหน่วยเป็นจูล (J)

k แทน ค่าคงที่ของสปริง มีหน่วยเป็นนิวตันต่อเมตร (N/m)

x แทน ระยะที่ยืดออกหรือหดเข้าของสปริงจากตำแหน่งสมดุล มีหน่วยเป็นเมตร (m)

 
 
ที่มา
www.scimath.org
www.physicsclassroom.com
 
 

กริยาวิเศษณ์

posted on 06 Dec 2012 21:13 by mu2-story in Language directory Knowledge

กริยาวิเศษณ์ [Adverb]

 

กริยาวิเศษณ์ คือ คำกริยาวิเศษณ์ ทำหน้าที่ขยายคำกริยา, คำคุณศัพท์, และคำกริยาวิเศษณ์ตัวอื่นๆ โดยมีลักษณะต่างๆดังนี้


ชนิดของ Adverb แบ่งตามความหมายได้ดังนี้

 


1. Adverb of manner (กริยาวิเศษณ์บอกกริยาอาการ)
adverb ที่บอกว่าการกระทำนั้นได้กระทำในลักษณะอาการอย่างไร ( How ) ส่วนมากจะเป็น adverb ที่ลงท้ายคำด้วย -ly ของคำคุณศัพท์
เช่น quickly, happily, bravely, hard, fast, well

2. Adverb of place (กริยาวิเศษณ์บอกสถานที่)
adverb ที่ บอกว่าการกระทำนั้นเกิดขึ้นที่ไหน หรือ การเคลื่อนจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนัง ( Where )
เช่น here, there, everywhere, up, down, near, abroad, above

3. Adverb of time (กริยาวิเศษณ์บอกเวลา)
adverb ที่ บอกว่าการกระทำนั้นเกิดเมื่อใด ( when ) เป็นเวลานานแค่ไหน ( for how long ) และบ่อยแค่ไหน ( how often )
เช่น When = today, yesterday, later,now, last year, after, soon, before, sometime, For how long = all day, not long, for a while, since last year, temporarily, briefly, from……to, till, until ( บางตำราแยกเป็น Adverbs of Duration [กริยาวิเศษณ์บอกระยะที่ดำเนินการมา] )
How often = sometimes , frequently, never, often, always, monthly ( บางตำราแยกหัวข้อนี้ออกเป็น Adverbs of Frequency [กริยาวิเศษณ์บอกความสม่ำเสมอ] )

4. Adverb of degree
เป็นกริยาวิเศษณ์ที่ส่วนใหญ่ไปขยาย adjective หรือ adverb ด้วยกันเอง เพื่อบอกระดับหรือปริมาณความมากน้อย คำที่พบบ่อยๆ (How much) ( บางตำราแยกหัวข้อนี้ออกเป็น Adverbs of quantity [กริยาวิเศษณ์บอกปริมาณมากหรือน้อย] )
ได้แก่
เช่น very, fairly, rather, quite, too, hardly

5. Adverb of Affirmation or Negation คือ กริยาวิเศษณ์บอกการรับหรือปฏิเสธ
เช่น yes, no, not, not at all, of course, actually

*6. Conjunctive Adverbs เป็นกริยาวิเศษณ์ที่ทำหน้าที่เป็นคำเชื่อมอนุประโยค (independent clause) ในประโยค โดยมีข้อความของอนุประโยคหน้าและอนุประโยคหลังเชื่อมโยงกัน เช่นคำต่อไปนี้

เช่น next, finally, also, anyway, besides, still

*7. Interrogative Adverbs (บางตำราก็เขียนไว้ว่า Adverb of Interrogative) กริยาวิเศษณ์นำในประโยคคำถาม ได้แก่คำดังต่อไปนี้

เช่น why, where, how, when, which, who

*8. Relative Adverbs เป็นคำกริยาวิเศษณ์นำหน้า relative clause ได้แก่คำ when, where, why แทนคำ preposition + which

* หมายเหตุ บางตำราอาจจะไม่มี หรือรวมไว้ในหมวดเดียวกัน


หลักการสร้าง Adverb / แหล่งกำเนิด Adverb

(หลักการเปลี่ยน adjective -> adverb)

 

 

1. Adverb ส่วนมากเกิดจากคำการเติม –ly ท้าย adjective

careful -> carefully
quick -> quickly

โดยหลักการเติม –ly มีดังนี้
a) คำที่ลงท้ายด้วย –e ให้เติม –ly ได้เลย เช่น

extreme -> extremely

ยกเว้น คำเหล่านี้ที่เปลี่ยนทั้งรูปได้แก่ true -> truly, due -> duly, whole -> wholly

b) คำที่ลงท้ายด้วย –le (-able, -ible) ให้เติม –ly เช่น

comfortable -> comfortablely
c) คำที่ลงท้ายด้วย –y เปลี่ยน –y เป็น –i และเติม –ly เช่น

happy -> happily

d) คำที่ลงท้ายด้วย (สระ+l) ให้เติม –ly เช่น

beautiful -> beautilfully

e) นอกจากกฎเกณฑ์ที่ลงท้ายตามข้อ 1-2 แล้ว เมื่อต้องการให้เป็นกริยาวิเศษณ์ (Adverb) ให้เติม ly ปัจจัยได้เลย ไม่ต้องลังเลใจให้เสียเวลา

2. Adverb บางคำขึ้นต้นด้วย a-
เช่น a+go = ago, a+broad = abroad, a+new = anew, a+part = apart, a+side = aside

3. Adverb บางชนิดเติม –wise หรือ –ward

เช่น forwards, backwards

4. มีรูปของตนเองมาโดยกำเนิด จะต่อเติมหรือตัดออกแม้เพียงส่วนใดส่วนหนึ่ง ไม่ได้ ได้แก่คำว่า here,there,hard,always,well,lften,too,ver,early, seldom,etc.

*** 5.Adverb บางคำเป็นรูปเดียวกับ Adjective

มี Adverb อยู่บางตัวซึ่งมีรูปเช่นเดียวกันกับ Adjective

คำต่อไปนี้เป็นได้ทั้ง Adjective และ Adverb

สุดท้ายแต่วิธีใช้ หรือตำแหน่งวางไว้ในประโยคของมันได้แก่

table update coming soon…)

คำทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ถ้านำไปใช้โดยวางไว้หน้านามหรือหลัง Ber to be, taste, feel, smell, etc. ทำหน้าที่ เป็น Adjective แต่ถ้านำไปใช้โดยวางไว้หลังกริยาทั่ว ๆ ไป นอกจาก

Verb to do ฯลฯ ตามที่กล่าวมาแล้ว ทำหน้าที่เป็น Adverb ตัวอย่าง

วิธีการใช้ adverb

1. Adverb of manner

+ ถ้าประโยคไม่มีกรรมให้วางหลังกริยา เช่น They walk slowly.

+ ถ้าประโยคนั้นมีกรรม ให้วางหลังกรรม เช่น I can speak Japanese well.

+ Adverb of Manner ที่ลงท้ายด้วย -ly หรือเป็นคำที่แสดงความเห็นของผู้พูดเกี่ยวกับการกระทำนั้น ส่วนใหญ่นิยมวางไว้ในประโยค เช่น I have carefully considered all of the possibilities.

+ Adverbs of Manner อาจจะวางไว้หน้าประโยคได้เมื่อต้องการเน้น Adverb นั้น เช่น

Patiently, we waited for the show to begin.

+ ประโยคอุทานที่ขึ้นต้นด้วย How ให้วาง Adverbs of Manner ไว้หลัง How เช่น

How quickly the time passes!

+ ในประโยค passive voice ถ้ามี Adverb of Manner มาขยาย ให้วางไว้หน้ากริยาช่อง 3 เสมอ

เช่น The report was well written.

+ แต่ในกรณีที่ต้องการเน้น สามารถนำมาไว้หน้าประโยคได้ เช่น As quickly as we could, we finished the work.

2. Adverb of place

+ ตำแหน่งของ Adverb of Place ปกติจะวางท้ายประโยคหลังกริยาหลัก ( main verb )

หรือหลังกรรม ( object ) และไม่มีคำอื่นต่อท้าย เช่น

The students are walking home.

3. Adverb of time

+ Adverb ที่บอกว่าเกิดเมื่อใด ( When ) ส่วนมากจะนิยมวางท้ายประโยค เช่น

I ‘m going to tidy my room tomorrow.

+ Adverb of time ส่วนมากจะวางไว้ในกลางประโยคไม่ได้ ยกเว้น now, once, และ then เช่น It is now time to leave.

+ Adverb ที่บอกว่าบ่อยแค่ไหน ( how often ) เป็นการแสดงความถี่ของการกระทำ ส่วนมากวางหน้ากริยาหลัก ( main verb ) แต่หลังกริยาช่วย ( auxiliary verbs ) เช่น be, have, may, must

I often eat vegetarian food.

+ Adverb ที่บอกว่าบ่อยแค่ไหนซึ่งระบุจำนวนเวลาของการกระทำที่แน่นอน ส่วนมากจะวางท้ายประโยค เช่น This magazine is published monthly.

+ Adverb ที่สามารถวางท้ายประโยค หรือวางหน้ากริยาหลัก เช่น frequently,generally, normally, occasionally,often, regularly, sometimes, usually เช่น She regularly visits France.

4. Adverb of degree
+ ตำแหน่งของ Adverbs of Degree ส่วนใหญ่วางหน้าคำที่มันขยาย มักจะขยาย adjective หรือ adverb ด้วยกันเอง และวางหน้า main verb หรือระหว่างกริยาช่วย ( auxiliary verb )กับ main verb เช่น The water was extremely cold.

หลักการเรียงลำดับ adverb หลายชนิดที่ขยายกริยา

1.สถานที่ (place) 2.กริยาอาการ (manner) 3.ความถี่ (frequency) 4.เวลา (Time)

* โดยมากใช้กับกริยาที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวจากสถานที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง เช่น go, leave, walk, fly, come

(table update coming soon...)

* ้าเป็นกริยาที่ไม่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวจากสถานที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งให้เรียงกริยาอาการมาก่อนสถานที่

- She sang beautifully in the hall last night.

* กรณีมี adverb ชนิดเดียวกันมากกว่า 1 ตัวขยายกริยา ให้เรียงจากจุดเล็กสุดมายังจุดกว้างสุด

- Dan was born at seven o’clock on Sunday in August in 1975.

 

 

ที่มา

cstproject.exteen.com

www.geocities.com

ict.moph.go.th

www.scribendi.com

www.learnthailanguage.org

 

คำคุณศัพท์

posted on 05 Dec 2012 16:32 by mu2-story in Language directory Knowledge
 
คำคุณศัพท์ [Adjective]
 
 
Adjective คือ คำคุณศัพท์ ทำหน้าที่ขยายคำนาม 
 
 
ประเภทของคำคุณศัพท์
 

1. Descriptive Adjective   บอกลักษณะคุณภาพของคน สัตว์และสิ่งของเช่น

                   young,  rich, new, god, black, clever, happy

2.Possessive Adjective  แสดงความเป็นเจ้าของเช่น my, your, his, her, their, our, its

3.Quantitativt Adjective  บอกปริมาณมาก้อยของนามที่นับไม่ได้ เช่น some, half, little, enough

4.Numeral Adjective      แสดงจำนวนมากน้อย ของนามที่นับได้หรือแสดงลำดับก่อน-  หลังของคำนามเช่น one , two,   first,  many

5. Demonstrative Adjective    คุณศัพท์ที่ชี้เฉพาะคำนาม เช่น this, that, these, those

6. Interrogative Adjective  คือคำคุณศัพท์ที่แสดงคำถาม เช่น which, whose, what เป็นต้น   จะวางอยู่หน้าประโยคคำถาม ตัวอย่างเช่น  - Which way shall we go ?

7. Proper Adjective  คือคำคุณศัพท์ที่มาจากคำนามที่เป็นชื่อเฉพาะ เช่น ชื่อประเทศ ทำหน้าที่
ขยายคำนามซึ่งมีความหมายว่า เป็นของ หรือจากประเทศนั้นๆ
ตัวอย่างเช่น Which way shall we go?

8. Distributive Adjective   แสดงการแบ่งแยกหรือจำแนก  เช่น each, every, either, neither

 

 

ตำแหน่งของคำคุณศัพท์   (Positions of Adjective)

 

1. วางไว้หน้าคำนาม  adjective นั้น ทำหน้าที่ขยายตัวอย่าง เช่น
* Peter wears a black suit.
* Tom is a good guy.
2. วางไว้หลัง Verb to be และ Linking Verbs ตัวอย่าง เช่น
* The traffic is terrible at 5 o’clock on Friday.
* He felt tired.

หมายเหตุ
            Linking Verb คือคำกริยาที่เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่าง subject กับ adjective ที่ตามมา ยกตัวอย่างเช่น taste , smell , turn , keep , feel , appear , grow , get , become , go , look , seem , sound เป็นต้น ตัวอย่างเช่น
* The soup tastes good.
* The rose smells sweet.
  * Uncle’s hair turns grey.

          Adjective ต่อไปนี้วางไว้หน้าคำนามเท่านั้น (ห้ามวางไว้หลัง Verb to be และ Linking Verbs) เช่น
main (สำคัญ)                only (เพียง)
upper (ข้างบน)             former (แต่ก่อน)
chief (สำคัญที่สุด)         inner (ภายใน)
outer (ภายนอก)            principal (หลักสำคัญ)
  indoor (ในร่ม)                outdoor (กลางแจ้ง)
elder (สูงกว่า)                eldest (สูงวัยที่สุด)
drunken (ขี้เมา)             wooden (ทำด้วยไม้)
golden (ทำด้วยทอง)

 

 

การเรียงคำคุณศัพท์ (Order of Adjective)

1. article, ชี้เฉพาะ, แสดงเจ้าของ, บอกปริมาณ; a, an, the, this, that,
his, her, some, ...

 

2. ลำดับที่; first, second, third, fourth, ...

 

3. จำนวน; one, two, three, ...

 

4. ลักษณะพิเศษ, คุณภาพ, นิสัย; good, kind, surprising, modern, sweet, new, light, ripe, raw, daring, dirty, clean, valuable, famous, ...

 

5. ขนาด, รูปร่าง; big, little, round, narrow, large, ...

 

6. อายุ; old, young, 5 days, ...

 

7. สี; red, green, black, ...

 

8. สัญชาติหรือแหล่งที่มา; French, English, Thai, ...

 

9. นามที่ทำหน้าที่ adjective ขยายนามด้วยกัน(วัสดุที่ทำ); leather bag

 

10. นามหลักที่ถูกขยาย(head noun)

 

ที่มา
tc.mengrai.ac.th

www.thaigoodview.com
helendipity.files.wordpress.com
www.vmaria.pe